
ลองถามตัวเองว่า ทำไมบนโลกนี้จึงมีความแตกต่างเรื่องเวลากันมากเหลือเกิน ทำไมชาวยุโรปจึงมีรูปร่างใหญ่กว่าชาวเอเชีย ทางขั้วโลกเหนือและใต้แม้จะอยู่ห่างกันคนละขั้ว แต่ช่างมีอากาศที่หนาวเย็นเหมือนกัน แล้วอะไรต่อมิอะไรที่ไม่น่าจะแตกต่างกลับมีความตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นอะไรที่น่าจะเป็นความเหมือนอย่างสมบูรณ์ หาคำตอบกันนะครับ
โดยทั่วไปคนโบราณจะบอกว่า "ธรรมชาติ" คือผู้ที่เข้ามาทำการกำหนดกฎเกณฑ์ตั้งเงื่อนไขข้อบังคับไว้ว่า คนเราจะต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ ห้ามเปลี่ยนอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วมีบางอย่างที่แทบจะไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ก็คือ เมฆ ฝน ลูกเห็บ หิมะ พายุ ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ เจ้าสองสิ่งสุดท้ายที่กล่าวมานี้ คือ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นี่แหละเป็นตัวก่อให้เกิดเรื่องที่ผมจะเล่าให้พวกเราได้วิเคราะห์กันให้ลึกซึ้งเลย
นักดาราศาสตร์โบราณได้ค้นคว้าเรื่องการเดินทางของระบบสุริยะจักรวาลระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่วิ่งไล่จับกันไปมาจนเกิดเป็นกลางวัน กลางคืน และส่งให้เกิดเป็นเวลาที่เราต้องวิ่งตามกันทุกวัน วันละ 24 ชั่วโมงเลยล่ะ (ทำไมไม่ 23 หรือ 25 ชั่วโมงละหว่า) ที่นี้ลองมาวิเคราะห์ดูว่า ใน 1 วัน ไอ้ตัวเลข 1..2..3..4..5..ไปจนถึง 24 น. นี้ใครนะช่างน่ารักที่ช่วยแบ่งให้เราซะดิบดี เราก็เลยต้องยึดถือมาตลอด แต่อันที่จริงแล้ว “เวลา” มันอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งเองแหละ มันขึ้นอยู่กับคนที่ใช้เวลาภายใน 24 ชั่วโมงนี้เอง ดังนั้น กิจกรรมที่เราเริ่มทำ และทำผ่านไป ก็ต้องใช้เวลาเป็นตัวกำหนด สมมติว่า เราเกิดทำกิจกรรมใดไม่เสร็จ เรามักจะถามว่า “มีเวลาเหลือหรือเปล่า” แต่ไม่ค่อยมีใครบอกว่า “ช่วยหยุดเวลาให้ที” เพราะไม่มีทางที่ใครจะหยุดเวลาได้หรอก นับตั้งแต่วินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน และสู่ปี ดังนั้น ภาระจึงตกแก่พวกเราเองที่จะหาคำตอบว่า ระหว่าง “เวลา” หรือ “มนุษย์” ใครกันแน่ที่มีอิทธิพลมากกว่ากัน
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมรู้สึกว่ามนุษย์นี่แหละกำลังถูกขโมยเวลาส่วนตัวกันไปทีละเล็กละน้อย เวลาส่วนตัว หมายถึง เวลาที่เจ้าของสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยความสมัครใจ โดยมิได้ถูกบังคับ แต่พอเอามาเปรียบเทียบกับคำพูดที่ได้ยินมาจากเพื่อน จากผู้ร่วมงาน หรือคนอื่นๆ พบว่า มากกว่า 9 ใน 10 คน มักจะเคยพูดว่า “ผมหรือดิฉันไม่มีเวลาส่วนตัวเลย” โธ่ จริง ๆ แล้ว เวลามันวิ่งของมันไปเองเรื่อยๆ อยู่ที่ใครจะจับมันมาเป็นเจ้าของเอง แต่ใครจะจับเวลามาแล้วจะดูแลมันได้ดีอย่างไร และที่บอกว่า ไม่มีเวลานั้น เพราะอะไรล่ะ ยิ่งได้ฟังจากปากของคนรอบข้างแล้ว ทำให้ผมเริ่มตระหนักหาสาเหตุของการไม่มีเวลา หรือการไม่สามารถบริหารเวลากันแน่ จริง ๆ เราควรกำหนดเวลาให้เดินไปตามเกมชีวิตของเราดีกว่า
สมัยเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ผมกลับบ้านดึกมากหลังจากงานแข่งขันเสนองานแคมเปญโฆษณาให้กับบริษัท สปา แอดเวอร์ไทซิ่ง เกือบกว่าสองสัปดาห์ที่ต้องฝังตัวอยู่ที่ทำงาน ผมเหนื่อยมากและเดินเข้าห้องพระเพื่อหามุมสงบให้ตัวเอง และเริ่มวิเคราะห์ว่า ผมทำอะไรอยู่ อนาคตเราจะเป็นแบบนี้อีกหรือเปล่า ยิ่งถ้าเรายังถูกใช้งานและหมดเวลาไปกับงานอย่างนี้ ผมคงไม่ต้องคิดอะไรเลย ผมเริ่มตั้งคำถามตัวเองว่า เมื่อ 1 นาทีที่ผ่านมาผมทำอะไร และเมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา ผมทำอะไรอยู่ และวันนี้ทั้งวัน ผมได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และที่สำคัญ กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ผมทำอะไรไปแล้วบ้าง การกระทำทั้งหมดที่เรียกว่า อดีต ผมทำไปเพื่อใคร ใครสั่งให้ทำ ผมถามซ้ำไปซ้ำมาแล้วก็พบว่า เวลานี่แหละที่ทำให้ผมต้องเดินมาถึงที่นี้ แต่จะมีคำถามซ้อนอยู่คือ มีใครบังคับหรือกำหนดให้ผมทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำหรือเปล่า หรือจริง ๆ ผมมีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ผมคิดหรือต้องการที่จะทำเพื่อตัวเองบ้างหรือเปล่า และแล้ว “หลอดไฟแห่งความสว่างทางปัญญา” จึงเกิดขึ้นว่า ผมนี่แหละน่าจะเป็นคนกำหนดเวลาเพื่อให้สิ่งดีแก่ตัวเองหรือให้สิ่งที่ตัวเองอยากได้อยากทำ
ผมมีตัวอย่างที่ดีในการเป็นคนที่รู้จักบริหารเหนือเวลาคือ เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งโทรมาหาแต่ผมติดงานเตรียมเอกสารข้อมูลเพื่อจะเข้าประชุมบอร์ด จึงรีบตอบไปว่า จะโทรกลับไปหานะ พอเลยมาอีก 3 ชั่วโมง ผมหลุดจากห้องประชุม ทั้งเหนื่อยและปวดหัวมาก อีกทั้งยังมีงานจ่อคิวอยู่เพียบ แว่บที่รับปากเพื่อนไว้ว่าจะโทรกลับไปหา ก็ผ่านมาพร้อมกับคำตอบที่ว่า “เดี๋ยวค่อยโทรหาคืนนี้ก็ได้ ทำงานก่อนดีกว่า” แต่อีกแว่บก็บอกว่า “ใครกันแน่มีสิทธิ์แบ่งเวลาทำงานของเรา ก็ตัวเรานี่หน่า” ผมจึงรีบละสายตาจากงานประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วรีบกดเบอร์โทรหาเพื่อนผมทันที รู้มั้ยครับว่า ผมเกือบพลาดผลประโยชน์ก้อนใหญ่เลย เพราะว่า เพื่อนผมเค้าต้องการราคาประมูลของสินค้าที่ผมดูแลอยู่อย่างด่วนมาก เพราะลูกค้าที่เรียกประมูลต้องการสอบราคาภายในเย็นวันนี้ ถ้าพลาดละก้อ โน่นครับ เมืองจีนจ่อไว้แล้ว เกือบไปแล้วหล่ะ
ดังนั้น ตั้งแต่นั้นมา ผมจะรู้สึกหงุดหงิดมาก ถ้าได้ยินใครพูดว่า โอ๊ย ไม่มีเวลาทำโน่น ไม่มีเวลาทำนี่ โดยเฉพาะถ้ามีใครพูดว่า ไม่มีเวลาโทรหาเลย คุณครับ แค่ไม่กี่วินาทีที่คุณกดปุ่มเพื่อต่อโทรศัพท์ จนติดต่อปลายทางได้ ก็คงใช้เวลาไม่เกินเศษ 1 ส่วน 1,440 นาทีของวันเอง ดังนั้น ผมจึงอยากจะแนะนำให้ทุกคนตระหนักถึงเรื่องนี้จริงจังว่า คุณจะให้เวลามีอิทธิพลควบคุมเหนือคุณ หรือ คุณเองนั่นแหละที่ควบคุมเวลาเอง ก็แค่ตัวอย่างโทรศัพท์หาเพื่อน เชื่อหรือไม่ว่า ทุกครั้งที่โทรกลับ ผมมักจะได้ข่าวด
ตลอด
ชาวนักรบเอสเอ็มอีครับ อย่าคิดว่าทำไมคุณจะเก่งได้ขนาดนั้นหรือที่จะสามารถคุมหรือกำหนดเวลา จะทำได้หรือ จริง ๆ แล้วไม่ยากหรอกครับ ถ้าเราเริ่มเปิดใจให้กว้างไว้ เราจะพบสิ่งดี ๆ ที่ท่านสามารถจะเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือเวลาได้ ดังนี้
• เริ่มจากถ้าพบงานที่ยาก ก็เริ่มคิดว่า งานน่าจะง่ายจริง ๆ เลย เดี๋ยวเราก็ทำได้เอง
• ให้หัดวางแผนกำหนดเวลาต่อชิ้นงานหรือกิจกรรมที่จะทำว่า ต้องใช้เวลาเท่าไรใน 1 วันหรือ 24 ชั่วโมง หรือ 1,440 นาที
• ให้ต่อด้วยการแบ่งซอยชิ้นงานเป็นช่วง ๆ ต่อการใช้เวลาเท่าไรใน 1 วันหรือ 24 ชั่วโมง หรือ 1,440 นาที
• ต้องมีคำถามระหว่างการแบ่งเวลาให้กับชิ้นงานด้วยความรู้สึกว่า “อยากเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ อยากจะได้กำไรหรือขาดทุนบานทะโร่ อยากทำงานแบบพึงพอใจหรือแบบสุดเบื่อแสนเซ็ง แล้วเราทำเพื่อใคร” แล้วเราก็จะจัดการงานได้ดี
• หัดที่จะรวมเวลาที่กระจัดกระจายมารวมเป็นหนึ่งเดียวของเวลาที่มีค่าสูงสุดของคุณให้ได้
• นำเวลาที่มีค่าสูงสุดนั้น มาลงทุนเพื่อสร้างสานความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และสัมพันธภาพในการทำงาน
• ทุ่มเทเวลาที่มีค่าสูงสุดนั้น ในการสร้างความรู้ ความชำนาญ ให้แก่ครอบครัวของคุณและสังคม
• สุดท้าย อย่าลืมนำเวลาที่มีค่าสูงสุดนั้น มาแบ่งให้สุขภาพ จิตใจ และวิญญานของตัวคุณเองบ้าง
และต้องไม่ลืมนะครับว่าเราทุกคนคือผู้บัญชาการของกองทัพ“เวลา”ซึ่งเรามีสิทธิ์ออกคำสั่ง และบังคับเวลาได้ และจำไว้เสมอว่าเราทุกคนมีอิทธิพลเหนือเวลาอย่างแน่นอน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น