วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

ต้องประเมินความสามารถการจัดการธุรกิจ..ด้วยซิ

ต้องขอสวัสดีทุกท่านครับ ได้สัมผัสกับผมมาหนึ่งครั้ง หวังว่า คงได้รับประโยชน์ไปไม่มากก็น้อยนะครับ ดังนั้นผมคิดว่า คงจะนำเสนอทฤษฎี ประสบการณ์ รวมทั้งตัวอย่างแบบไทยและเทศ (Local & Global) พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองในเรื่องต่าง ๆ ที่คิดว่าน่าสนใจ และชวนให้ติดตาม ซึ่งผมคิดว่า ท่านคงได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

เชื่อจริง ๆ ว่า การสอนวิชาการจัดการธุรกิจและการตลาดระดับปริญญาตรีและโท พบว่า นักศึกษาส่วนมากยังไม่รู้ว่า เรียนแล้วเอาไปปรับใช้อย่างไร การจัดการเงินทุนหมุนเวียนเป็นอย่างไร เป็นต้น ก็น่าเป็นห่วง ยิ่งผมเองที่สอนในมหาวิทยาลัยมา 15 ปี พบข้อมูลจากการทำวิจัยเองว่า อยากเป็นลูกจ้างในบริษัทที่ดัง ๆ กับเป็นเจ้าของธุรกิจหรือ Entrepreneur กันเลย รู้หรือไม่ว่า นั่นแหละเตรียมตัวกันให้ดีเถอะ อาจถึงร่ำไห้กันทีเดียวล่ะ เพราะว่า นักศึกษาที่เพิ่งปรับตัวสู่โลกของความจริง ก็เปรียบเสมือนปลาทองที่เวลาเปลี่ยนน้ำก็ต้องค่อย ๆ ละมุนละม่อมทีเดียว

ตามหัวข้อเรื่องที่ผมตั้งไว้ก็น่าจะสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่กำลังเกิดกับนักศึกษาจบใหม่ หรืออาจจะพาดเกี่ยวไปถึงผู้ที่ทำงานแล้วก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องทราบตลอดเวลาก็คือ คุณมีความสามารถในการจัดการหรือบริหารธุรกิจได้เป็นหรือไม่ (ไม่ต้องบอกว่า เป็นลูกจ้างไม่ต้องทราบก็ได้ แล้วไงครับ ก็คุณถูกจ้างให้จัดการธุรกิจให้นายจ้างหรือไม่ล่ะ) ดังนั้น แนวทางในการประเมินความสามารถในการบริหารหรือจัดการธุรกิจขององค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะเอกชน จะเน้นที่ ผลกำไร เป็นที่ตั้งแน่นอน องค์กรไหนมีกำไรมาก และมีการเติบโตสูง ก็น่าจะแสดงถึงความสำเร็จขององค์กรได้ดี และยิ่งปัจจุบัน ตลาดหุ้นก็ฟื้นแล้ว ยังไง ๆ ก็ต้องดูกันที่ผลกำไร และค่าตอบแทนต่อหุ้นกันล่ะครับ

แต่แท้ที่จริงแล้ว การเน้นที่ผลกำไรเป็นเชิงวัดความสำเร็จขององค์กรอย่างเดียวถือว่า ไม่น่าจะถูกต้องทั้งหมด เพราะว่า มีปัจจัยบางข้อที่น่านำมาพิจารณาควบคู่ไปด้วยคือ

ข้อที่หนึ่ง การเน้นดูที่ผลกำไรเป็นการแสดงความสามารถในการจัดการได้ไม่เต็มที่ ผลกำไรเป็นองค์ประกอบที่ดูได้สองด้าน หนึ่งคือ ผลกำไรจากจะเกิดจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมหรือกลุ่มธุรกิจประเภทนั้น ๆ มีแนวโน้นพัฒนาการที่เติบโตดีอยู่แล้ว ซึ่งอย่างนี้เรียกว่า เก่งกับเฮง ที่เรียกว่า Be-On-Trend Growth ส่วนที่สองคือ ผลกำไรที่เป็นผลจากการวางแผนการจัดการที่มีประสิทธิภาพและมีระบบที่ดีที่เอื้อให้เกิดผลพวงที่ดีได้ ซึ่งส่วนมากเราเรียกว่า การเพิ่มมูลค่าในการจัดการ (Value Added Management) ซึ่งส่วนนี้แหละถึงจะเรียกว่า ของจริงในการวัดความสามารถในการจัดการธุรกิจ

แต่สิ่งที่สำคัญมากก็คือ การวัดผลกำไรต้องคำนึงทั้งสองส่วนที่กล่าวมาตลอด เพราะว่า การพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น แนวทางและระบบขั้นตอน ไปจนถึงการวัดประสิทธิภาพด้านอื่นๆ ในทุกแผนกขององค์กร โดยเฉพาะนักการตลาดนั้น ต้องวิเคราะห์โดยแยกความเก่งกับความเฮงของผลงานกันให้ดี เพราะบางครั้งเห็นมีการดึงตัวกันจ้าละหวั่น จ่ายค่าตัวกันแพง ๆ แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวเพราะลืมวิเคราะห์ให้ลึกลงไปว่า ผู้นั้นมีความสำเร็จด้านการตลาดให้สินค้าตัวใดตัวหนึ่งนั้น ใช้ความสามารถ ความเก่ง หรือแค่ความเฮงในจังหวะพอดี (มีเยอะนะครับ บอกซะก่อน)

ข้อที่สอง การวัดความสามารถในการจัดการบริหารโดยถือว่า เอาผลประกอบการหรือกำไรเป็นที่ตั้งนั้น ถือเป็นเกณฑ์วัดระยะสั้น เพราะกำไรส่วนมากเปรียบเสมือนโครงการที่ทำกันภายในหนึ่งปีก็ได้ และนักบริหารหรือนักการตลาดส่วนมากก็แสดงฝีมือกันด้วยการทำกำไรทุกอย่างก่อน โดยไม่คำนึงถึงโครงสร้างโดยรวม ครั้นพอประสบความสำเร็จก็จะเริ่มอวดผลงานสู่สาธารณะ ก่อนที่จะเริ่มถูกดูด (หรือพร้อมให้ดูด) ไปสู่บริษัทใหม่ ๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว การทำกำไรได้ในระยะสั้นคือ สัญญานอันตรายให้กับการประกอบการระยะยาว ถ้าการวางรากฐานไม่ชัดเจน องค์กรนั้นก็จะอ่อนแอลงทันทีในปีถัดไป ยกตัวอย่าง มีองค์กรยักษ์ใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีเครือข่ายทั่วโลกองค์กรหนึ่ง ในช่วงเวลาที่มีประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่มา ท่านก็ใช้นโยบายลดต้นทุนด้วยการลดโครงการดี ๆ หลายโครงการที่จะไปพัฒนาด้านบุคลากรและระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะเงินเดือนของพนักงานก็อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าองค์กรคู่แข่ง ในช่วงต้นองค์กรนี้ก็ได้ผลกำไรชัดเจนดีมาก แต่ไม่นานพนักงานก็เริ่มลาออกไป การทำงานด้วยระบบเทคโนโลยีทันสมัยก็เริ่มล้าหลังเพราะขาดการวางแผนพัฒนา ซึ่งต้องเรียกการซ่อมแซมและบำรุงรักษากันมากมาย และสุดท้ายองค์กรนี้ก็เข้าสู่ภาวะมืดทันที จนมีผลให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้นั้นต้องลาออก (ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีลักษณะที่เรียกว่า 3-year CEO มาก เพราะปีแรก ท่านก็จะเริ่มวางแผนใหม่ ๆ กันอย่างเลิศหรู ไม่สนใจแผนของคนก่อนที่ตนเองมาแทน จนปีที่สอง แผนทั้งหมดก็จะเริ่มลงมือ ส่งผลทันทีเพราะไม่มีตัววัดผลจากของเดิม จนเข้าสู่ปีที่สาม ความยากของแผนก็เกิดขึ้น การทำงานยากขึ้น เพราะมีตัวชี้วัดว่า ต้องโตขึ้นเรื่อย และนี่ก็เริ่มสัญญานอันตรายว่า ปีที่สี่ก็เตรียมกระโดดหนีไปที่ใหม่ ด้วยผลงานการทำผลงานหรือทำกำไรระยะสั้นล่ะครับ)

ดังนั้น ผมจึงอยากจะเน้นหนักไปที่ว่า ไม่ว่าท่านจะเป็นนักศึกษาที่กำลังจะจบ หรือที่จบแล้วกำลังหางาน หรือเริ่มทำงานกันเพียงปีหรือสองปี หรือนักธุรกิจที่มีความเชี่ยวพอดูแล้วก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ท่านได้รับการตรวจสอบประเมินผลความสามารถด้านการจัดการธุรกิจดีแล้วหรือยัง ท่านชอบอยู่ในกลุ่มของผู้บริหารธุรกิจประเภทไหน ท่านชอบกำไรระยะสั้น หรือการสร้างความแข็งแกร่งระยะยาวซึ่งต้องประกอบด้วยปัจจัยอีกมากมายในส่วนขององค์กรหนึ่ง ๆ ก็เป็นหน้าที่ของท่านและองค์กรที่จะรับท่านเข้าทำงาน หรือที่ท่านทำงานให้อยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากหัวข้อที่จะทำให้ท่านเริ่มเข้าใจตนเองว่า ท่านมีคุณสมบัติในการสามารถด้านการจัดการธุรกิจหรือไม่ คือ

1. ท่านทุ่มเท ผูกพัน และภักดี ต่องานหรือองค์กรที่ทำอยู่ด้วยความรู้สึกเห็นแก่ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
2. ท่านมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และพร้อมจะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและทำงานเป็นทีม โดยมีการวางเป้าหมายของงานแต่ละงานล่วงหน้า
3. ท่านชอบที่จะประเมินทางเลือกทั่วถึงทุกทาง ก่อนตัดสินใจทำงานทุกชิ้น
4. ท่านพร้อมที่จะให้ข้อมูลที่มีการจัดระบบและคงเส้นคงวาตลอด
5. ท่านตัดสินใจโดยคำนึงถึงสิ่งที่จะนำมาปฏิบัติให้เป็นจริงได้เสมอ
6. ท่านจะชี้แนะ และบอกความคาดหวังได้อย่างชัดเจนและมองการณ์ไกล
7. ท่านชอบที่จะเสนอทางออกที่พิจารณาแล้วจากทางเลือกหลาย ๆ ทาง
8. ท่านชอบสร้างผลงานที่มีประสิทธิภาพ (คุณภาพ) มากกว่าประสิทธิผล (ปริมาณ)
9. ท่านจะรู้สึกกระชุ่มกระชวยถ้ามีผู้อื่นมาร่วมทำงานกับท่าน
10. ท่านพร้อมที่จะสร้างวิสัยทัศน์และแสดงความคิดเห็นร่วมกับผู้อื่นในองค์กร
สรุปแล้วถ้าท่านตอบว่า ใช่ ในแต่ละข้อที่กล่าวมา ก็น่าจะแสดงความยินดีได้ว่า ท่านน่าจะเป็นผู้ที่มีความ
สามารถในการจัดการธุรกิจได้ดีในระดับหนึ่งอย่างน่าพอใจ

ผมหวังว่า ประโยชน์ที่ผมได้รับมาจากประสบการณ์ต่าง ๆ จากผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ และเพื่อนๆ ทั้งหลายคงจะมีโอกาสถ่ายทอดผ่านต่อ ๆ กันไปแก่ท่านและเครือข่ายของท่านที่ต้องการการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ ที่ผมอยากจะถือโอกาสนี้ ช่วยเติมหัวเชื้อน้ำมันเครื่องการตลาดและการจัดการธุรกิจให้จนสมกับชื่อคอลัมน์ของผมที่เรียกว่า Biz Machine เครื่องจักรธุรกิจ นะครับ เจอกันคราวหน้านะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น