วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

คุณเคยมีอารมณ์ขันมั้ย?


การสร้างอารมณ์ขันถือเป็นเรื่องที่เป็นสิ่งอยู่คู่กันทุกคนมาตลอด เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะหัวเราะและโกรธได้ในเวลาเดียวกัน อารมณ์ขันและอารมณ์โกรธจึงเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน เรามีสิทธิและเสรีภาพอย่างเต็มที่ที่จะเลือกเอาอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง และในฐานะที่ทุกท่านก็เป็นเจ้าของธุรกิจกันบ้างแล้ว มีลูกน้องก็หลายราย ท่านต้องเลือกเอาล่ะครับว่า จะเลือกอารมณ์ไหนกันแน่ที่จะส่งต่อถึงลูกน้องทุกคน

"การหัวเราะ" เปรียบเสมือนแสงแดดที่ส่องเข้าไปในจิตใจ ถ้าขาดซึ่งแสงแดดก็จะไม่มีสิ่งใดเติบโตได้แน่นอน ดังนั้นลองได้ขาดเสียงหัวเราะในจิตใจ จิตใจก็ย่อมจะห่อเหี่ยวตายได้ โดยเฉพาะผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่างท่านเซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill) เคยกล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่า คนเราไม่สามารถที่จะจัดการกับสิ่งที่เคร่งเครียดและจริงจังในโลกนี้ได้ นอกจากว่า คน ๆ นั้นจะเข้าใจถึงสิ่งที่ขบขันได้เป็นอย่างดี”

เราอาจจะเป็นคนจริงจังกับชีวิตอย่างมาก แต่ทราบหรือไม่ว่า สิ่งที่นับว่าเป็นคุณลักษณะที่เด่นที่สุดของคนที่มีสุขภาพจิตดีและบุคลิกภาพที่น่าทึ่งก็คือ อารมณ์ขันที่ปราศจากเจตนาร้ายของบุคคลเหล่านั้น การช่วยเหลือให้บุคคลอื่นได้หัวเราะขบขันรู้จักที่จะหยุดและยั้งคิดในเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ที่ขัดแย้งซึ่งกันและกันในชีวิตจริงนั้น ถือว่าเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับอารมณ์โกรธ

ในสถานการณ์และเหตุการณ์ใด ๆ โดยทั่วไปไม่ว่า เราจะเลือกมีอารมณ์โกรธหรือไม่นั้นจะมีผลต่อสิ่งอื่นๆ เพียงเล็กน้อย เสมือนการที่เราเทน้ำลงในแม่น้ำซึ่งไม่มีผลต่อสิ่งใดเลย ไม่ว่าเราจะหัวเราะหรือโกรธอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง จะแตกต่างกันก็เพียงว่า ถ้าเลือกที่จะหัวเราะก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่น แต่ถ้าเราเลือกความโกรธ เราก็จะใช้เวลาของเราจมปลักอยู่กับความทุกข์ทรมานและวุ่นวายใจมากยิ่งขึ้น
จริง ๆ แล้ว เราจริงจังกับชีวิตของตัวเองมากเกินไป เพราะบางทีก็มากขนาดที่เราไม่สามารถหยุดคิดและทำบางสิ่งให้น่ารื่นรมย์หรือขบขันเชียวหรือ และถ้าไปถามหมอจิตแพทย์ ท่านก็จะบอกว่า การขาดอารมณ์ขันนั้นเทียบเท่ากับเป็นความผิดปกติทางจิตใจอย่างมากทีเดียว ตราบใดที่เรารู้สึกว่า ตนเองมีความเครียดและจริงจังกับตัวเองมากเกินไป หรือทำในสิ่งที่เราคิดว่ามากเกินไป ต้องบอกตัวเองเสมอว่า เราควรแบ่งเวลาที่ต้องใช้ให้เหมาะสม ไม่ควรเอาเรื่องเครียด ๆ แล้วมานั่งทนทุกข์กับเหตุการณ์ที่ไม่น่าสนใจนี้กับอารมณ์โกรธของตนเอง ควรหาเวลามานั่งหัวเราะกับสนุกกับมันให้มากที่สุด

ดังตัวอย่างที่ผมจะเล่าให้ฟังนี้ครับ เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ผมทำงานในตำแหน่งผู้จัดการการตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่จากอเมริกา สิ่งที่ผมจะต้องทำมากที่สุดคือ การนำเอานโยบายจากสำนักงานใหญ่มาแปลงลงเป็นโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งยอดขายในทุกภาคของประเทศไทย กระบวนการต้องผ่านมากกว่า 6-7 ขั้นตอนตั้งแต่การแปลโจทย์จากนโยบายนั้น ๆ กลายเป็นโครงการก่อน จากนั้นก็ต้องเริ่มเก็บรายละเอียดข้อมูลในพื้นที่ แปลงเป็นขั้นเป็นตอนในแต่ละช่วงเวลาทำงาน จากนั้นก็เริ่มสอบถามไปที่ฝ่ายขาย พนักงานขาย ยี่ปั้ว ซาปั้ว รวมไปถึงลูกค้าเป้าหมายบางคน เพื่อสอบถามให้ได้ข้อมูลว่า โครงการที่ผมแปลมาจากนโยบายใหญ่นั้นมีโอกาสเกิดและสำเร็จมั้ย เชื่อหรือไม่ครับ ผมต้องได้รับคำตอบอย่างเดียวคือ สำเร็จเท่านั้น ทำให้การทำงานของผมในช่วงนั้นออกจะเครียดเอามาก ๆ แทบจะร้องไห้ออกมาในบางที เพราะว่า งานในโครงการนั้น ๆ ต้องเก็บรายละเอียด เก็บอารมณ์ของผู้ที่เราไปสัมภาษณ์ ถูกต่อรอง ถูกดูถูก ว่าคิดมาได้อย่างไร คิดว่าจะรอดเหรอ หรืออะไรก็มิอะไรที่ทำให้ผมต้องท้อ จนบางครั้งก็แทบอยากเลิกเลย

แต่เชื่อหรือไม่ครับ มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมฟื้นขึ้นมาก็คือ "คุณแม่" ของผม ท่านเห็นผมทำงานตลอดคืนมาหลายคืนในช่วงที่ทำงานโครงการนั้น ๆ ท่านจะลุกขึ้นมากลางคืนแถว ๆ ตีสองตีสาม และชงน้ำโสมมาให้ดื่มแล้วก็บอกผมด้วยคำพูดสั้น ๆ ว่า ถ้ามันเครียดนักก็ลองยิ้มและหัวเราะบ้าง บางทีลูกอาจจะเห็นอะไรดี ๆ ในมุมมืดนั้นเหมือนที่คุณพ่อเคยทำมาแล้ว แล้วคุณแม่ก็เล่าเรื่องขำ ๆ สมัยที่ท่านทำมาให้ผมฟัง มันกินเวลาสัก 10 นาที ผมดีขึ้นมา ท่านยิ้มแล้วกลับเข้าไปนอน เชื่อมั้ยครับ ณ ตอนนั้น ผมแทบร้องไห้เข้ากอดแม่ของผมเลย เพราะจำได้ว่า ท่านก็ทำแบบเดียวกันสมัยที่คุณพ่อยังทำงานหนักและท่านก็เป็นกำลังใจให้แบบนี้ โดยเฉพาะท่านจะยิ้มและคุยเรื่องขำ ๆ เป็นเพื่อนกับคุณพ่อช่วงที่พ่อเครียดและเหนื่อย จนคุณพ่อผ่านงานหนัก ๆ มาได้ตลอด เชื่อหรือไม่ครับ ผมรู้สึกดีมาก และมีกำลังใจทำงานในโครงการต่อ ๆ มาอย่างสบายใจ ในทุกครั้งที่เครียด ผมก็จะนึกแต่เรื่องขำ และหาทางออกอย่างที่ดีที่สุด จนวันนี้เรื่องที่เครียดของผมก็น่าจะเป็นการหามุขขำมาทดแทนความเครียดของลูกน้องอีกเพรียบเลย..

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น