สวัสดีรอบนี้สำหรับชาวตั้งตัวครับ คงไม่ต้องทักทายกันว่า เหนื่อยมั้ยนะ เพราะว่า ไม่รู้สึกก็บ้าแล้ว ก็เล่นกันซะบอมเชียว อะไรต่อมิอะไรก็ประดังกันขึ้นราคารวดเดียวทั้งห้าบาท สิบบาท ไม่ทั้งน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าโดยสาร ค่าสินค้าอาหารต่าง ๆ ไม่เว้นแต่ป้าวีร้านข้าวแกงข้างบ้านผมก็เอากะเค้าด้วย บอกว่า ขึ้นไว้ก่อน ปลอดภัยดี โอ้โห เล่นกันง่าย ๆ เลยตามสโลแกนใหม่ว่า “ไม่เพิ่มปริมาณ แต่เพิ่มราคา” เอากับป้าซิ เอาล่ะ ยังไงก็หนีความจริงไปไม่พ้นล่ะครับ ทนสู้กันไปนะสำหรับชาวตั้งตัว
อ้อ...วันก่อนได้พบคุยกับหัวหน้าบรรณาธิการของหนังสือตั้งตัวนี่แหละ เลยถามไถ่ไปว่า แควน ๆ มีจดหมายแนะนำอะไรมาบ้าง เค้าบอกว่า อาจารย์เขียนอะไรที่มันดูชาวบ้าน ๆ พื้น ๆ หน่อยได้อ่ะปล่าว อย่าเป็นวิชาการมากไปได้มั้ย เพราะมีจดหมายจากแฟน ๆ ส่งบอกมา แถมเมื่อสอบถามก็พบว่า เรามีแฟน ๆ หลากหลายมาก เช่น ตอนนี้มีรายหนึ่งหารายได้ประมาณสามถึงสี่พันบาทต่อเดือนอยู่แล้ว กำลังอยากหารายได้เสริมจากงานที่ทำประจำอยู่ ช่วยให้คำแนะนำหน่อย เป็นต้น เลยทำให้ผมนึกได้ว่า ผมเริ่มเข้าใจท่านแฟน ๆ แล้วล่ะ ก็เลยจะขอโทษที่ใส่เนื้อวิชาการไปหน่อย คราวนี้เลยปรับโทนมาเป็นแนวใหม่นะ เอาแบบพี่เสกโลโซพอได้มั้ย ยังไงลองอ่านแล้วติชมมานะ
ก็ตามหัวเรื่องล่ะครับ ไอ้หนูตั้งตัว นี่ก็มาจากเมื่อช่วงต้นปี เวลาผมไปบรรยายตามโรงแรมแถวถนนสุขุมวิท ผมชอบที่จะจอดรถไว้แล้วพึ่งเจ้ารถไฟฟ้าบีทีเอส เพราะมันเร็วดีแถมประหยัดด้วย (ดูสาว ๆ แต่งตัวสวย ๆ ตามแฟชั่นไม่ให้ตกยุคอีกต่างหาก) ซึ่งผมออกเดินทางไปช่วงนั้นก็ประมาณหกโมงเช้า จากอ่อนนุชถึงแถว ๆ อนุสาวรีย์ พอเดินลงบันไดก็มีกลิ่นหอมคุ้น ๆ แต่ชวนน้ำลายสอมากยิ่งนักมาปะทะจมูกครับ โอ้ว..พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก ไข่เจียวครับท่านผู้ชม ขอย้ำ เป็นไข่เจียวหมูสับด้วย เหลืองอร่ามและกำลังฟูสั่นไหว ๆ บนกระทะ แถมยังเริงระบำยั่วน้ำลายและยักคิ้วให้ผมด้วย ไม่รอช้าหรอกครับสำหรับหนุ่มวัย (ฉะกัน) ที่ยังไม่ได้มีอะไรลงท้องตอนเช้า ๆ ก็เลยเดินเทียบชานชาลาไปติดรถเข็นของหนุ่มน้อยอายุน่าจะไม่เกินสิบหกสิบเจ็ดที่กำลังควงตะหริวร่อนไอ้เจ้าไข่เจียวอยู่อย่างเริงร่ามาก
“สักกล่องมั้ยครับเพ่” แน่ะ..วัยรุ่นน่าดู “ไข่เจียวหมูสับ..กล่องเด่น้อง” ผมตอบแบบไม่ต้องคิดเลย (จริง ๆ นะคิดมาตั้งแต่เริ่มเลี้ยวลงบันไดรถไฟฟ้าแล้วว่า ต้องหาอะไรรองท้องตอนเช้าอยู่แล้ว “รอแป้บนะพี่ ขอกดให้ลูกค้าอีกคนก่อน สั่งไว้ห้ากล่องน่ะ แต่ว่าของพี่จะเอาผัดกะเพราไก่ด้วยมั้ย” ผมเหลือบตาไปที่กะละมังใบย่อมที่มีไก่ผัดกะเพราอยู่เต็มสูงแบบภูเขาที่โดนระเบิดไปครึ่งนึงแล้ว “ไม่เอา เพราะมันมีพริกเยอะไปว่ะ” ผมตอบตามสัญชาตญานของการเอาตัวรอดจากการปวดท้องเสีย เพราะไอ้ไก่กะเพรามันล่อพริกสีแดงซะพรุนกันไปเลย
ระหว่างที่รอ ผมก็เริ่มสันดานนักการตลาดช่างสังเกตและช่างถาม (ถือเป็นข้อดีนะ) “น้องขายวันนึงได้กี่กล่องล่ะนี่” เจ้าหนุ่มน้อยหันมาเหลือบมองผมแล้วยิ้มแบบมีเลศนัยแต่ตอบทันทีว่า “ก็ไม่มากหรอกเพ่ หมดใต้รถนี้แหละ” แต่ชี้นิ้วให้ดูใต้รถเข็น แล้วก็หันมาเคาะกระทะร่อนไข่เจียวต่อ ผมก็เลยเขยิบเข้าไปดูใต้รถเข็นพบว่า มีกล่องโฟมอยู่ตามคะเนก็ประมาณ ห้าแถว ๆ ละน่าจะไม่เกิน 20 ใบ ก็ร่วม ๆ ร้อยใบนะซิ “เฮ้ย..พูดเป็นเล่น หมดนี่นะ” ผมอุทานแบบไม่เชื่อ “ผมขายเองนะพี่ ไม่ใช่พี่เป็นคนขาย แล้วจะโกหกทำไม ไม่อยากโม้นะ เดี๋ยวสาย ๆ ซักเก้าโมงเช้าก็หมดแล้ว” ผมอึ้งครับ ไอ้ที่อึ้งไม่ใช่เพราะงง แต่สมองคำนวณกำไรของเจ้าหนุ่มน้อยคนนี้เสร็จแล้ว พบว่า ขายสักสามชั่วโมงได้ประมาณร้อยกล่อง เฉลี่ยน่าจะกล่องละ 10 บาท (คิดค่าข้าว ไข่ หมู กล่องโฟม น้ำมันพืช ซอสพริก ถุงก้อปแก้ป จิปาถะแล้ว) ก็มีกำไรในมือเช้านี้ประมาณ 1,000 บาท
ด้วยความสงสัยต่อ “น้องขายเสร็จแล้วต้องรีบไปเรียนหนังสือหรือเปล่า” หนุ่มน้อยได้ทีร่ายยาวมาเลย “ไม่หรอกพี่ ผมเอารถไปเปลี่ยนของออกที่แฟลต แล้วไปรับของพวกผลไม้จากเมืองจีนแถวตลาดเก่ามาขายต่อ ก็พวกสาลี่ แอปเปิ้ล ลิ้นจี่หัวกะโหลกน่ะพี่ ก็เอามาจัดแล้วเข็นไปขายแถวสยาม สีลม ต่ออีก ก็ประมาณ สิบเอ็ดโมงถึงสองโมงก็หมดแล้ว” ไอ้น้องพูดเล่นนะ ผมนึกในใจแบบสงสัยต่อเลยถามต่อไปว่า “ถามจริง ได้กำไรเหรอ” หนุ่มน้อยตอบแบบได้ทีขี่แพะไล่ผมเลย “ไม่กำไรแล้วมาขายของทำไม ก็ผมควักซื้ออีก พันสองพัน ขายหมดทุกวันแหละพี่ โลนึงก็ประมาณหกเจ็ดลูกโลก็ได้กำไรสักยี่สิบสามสิบบาท วันนึงก็ประมาณสี่ห้าสิบโล รวม ๆ ก็ได้กำไรอีกสักแปดร้อย ไม่เกิน 1,000 นะพี่”
ถึงตรงนี้ ผมชักมันด้วยอรรถรสแล้ว (คืออยากรู้อยากเห็นเพิ่มแล้วล่ะ) “น้อง แล้วเอ็งทำอะไรต่ออีก” หนุ่มน้อยยิ้ม ๆ ด้วยความรู้สึกว่า พี่รู้ทันผมล่ะซิ “ก็เอารถไปรับของที่โรงงานขายลูกชิ้นครับ ไปรับมาเข็นทอดขายแถว ๆ หน้าโรงเรียนแถวคลองโบ้เบ้เรื่อยไปตั้งแต่ประมาณบ่ายสามบ่ายสี่โรงงานแล้วเรื่อยไปถึงโรงงานย่านฝั่งธนก็เกือบหกโมงน่ะ ผมขายจนถึงสามทุ่ม จริง ๆ รับมาสองสามร้อยไม้ หมดอีกนะแหละ”
ผมเริ่มอึ้ง ทึ่ง เสียว ในความขยันปนเฉลียวในความเป็นนักค้าขายของหนุ่มน้อยคนนี้ซะแล้ว “ไอ้น้องได้กำไรสักเท่าไร”
“ก็ประมาณ ห้าหกร้อยบาทนะ"
ท่านผู้อ่านครับ ในเวลาสิบกว่าชั่วโมง เด็กหนุ่มคนนี้หาเงิน (กำไร) ล้วน ๆ ได้มากกว่า สองพันกว่าบาท ครับ แต่ถ้าท่านอ่านต่อ จะต้องอ้าปากหวอเหมือนผมเลย คือ“น้อง ไม่เหนื่อยเหรอ เล่นขายกันไม่หยุดแบบนี้” ผมถามแบบอัตโนมัติ
“ไม่หรอกพี่ จริง ๆ ก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่อย่างว่าแหละครับ ผมมันจนนี่ แต่ไม่มีใครบอกว่า จนแล้วต้องขี้เกียจนี่ครับ” หนุ่มน้อยพลิกไข่เจียวหมูสับที่น่าจะเป็นของผมแน่นอน เพราะไม่มีลูกค้าอื่นแล้ว “น้อง แล้วไม่อยากเรียนหนังสือเหรอ” ผมหย่อนคำถามต่อ
“ใครว่าละพี่ ผมหยุดวันเสาร์นะพี่ ขอพักบ้างแล้วอ่านหนังสือไว้เรียนกับสอบบางครั้ง” หนุ่มน้อยเริ่มเฉลยความมาให้ผม จนผมชักสงสัยมากขึ้น “เรียนที่ไหนว่ะ” ผมถามกลับแบบตีซี้แล้ว “ผมเรียนศึกษาผู้ใหญ่แถวอนุสาวรีย์นี่แหละพี่ มอหกแล้ว กะว่า จบมอหกจะไปลงเรียนที่รามคำแหงไม่ก็สุโขทัยฯ ด้านค้าขายน่ะ เห็นครูเค้าบอกมาว่า บริหงบริหารธุรกิจ อะไรแถบนี้ล่ะ แล้วแถมอีกหน่อยนะพี่ ผมก็ว่า ถ้าได้เรียนกะเกณฑ์เพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกันหรือไม่ก็พี่ ๆ น้อง ๆ แถวอีสานของผมมาทำมาหากินร่วมกัน เห็นเค้าพูดกันเยอะว่า ทำแฟรนชง แฟรนไชส์ อะไรนี่ น่าสนใจดี” หนุ่มน้อยทิ้งบอมบ์ความฝันลงใส่ผมตูมใหญ่เลย ก่อนจะส่งข้าวไข่เจียวหมูสับไม่ใส่ผักกะเพราไก่มาให้ “พี่ครับ ยี่สิบห้าครับ ผมแถมซอสใส่ถุงไว้ให้แล้วนะ ผ่านมาอีกแวะอุดหนุนผมนะครับ ขอบคุณมากครับพี่ ขอให้ร่ำรวยนะครับ”
ผมรับอาหารเช้าของผมมาก่อนออกเดินต่อไปโรงแรมที่ต้องขึ้นบรรยาย สมองสั่งให้คำนวณดูว่า หนุ่มน้อยคนนี้ ทำงานสิบห้าชั่วโมง ขายของราว ๆ ยี่สิบวัน ได้กำไรวันละ สองพันถึงสองพันห้า รวมกันก็เกือบ 40,000-50,000 บาท แล้วยังมีกะจิตกะใจใฝ่หาหนทางเรียนหนังสือแบบมีฝันจะเรียนให้จบปริญญาอีก ผมว่า มันคงไม่จบแค่ปริญญาตรีแน่ ถ้าเล่นขยันขนาดนี้ ผมว่าดีไม่ดีมันจะเป็นเถ้าแก่รุ่นใหม่ที่มีทั้งเงินและเกียรติบัตรการศึกษานะซิ ทำเป็นเล่นไป
ผมเดินถึงโรงแรมแล้วเลยไปกวนเด็กเสริฟขอให้ช่วยจัดอาหารเช้าข้าวไข่เจียวหมูสับของเศรษฐีนักธุรกิจในอนาคตมาให้ผมทาน พร้อมกับความคิดนึกถึงอาแปะเข็นรถขายเฉาก๊วยหน้าบ้านผมสมัยสามสิบปีที่แล้ว ที่คุณพ่อผมบอกย้ำกับผมเสมอว่า “อย่าดูถูกความขยัน เพราะความขยันไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่ตัวเราที่ทำร้ายตัวเอง” ผมจำคำสอนของคุณพ่อมาตลอดพร้อมกับสิ่งพิสูจน์ที่ทำให้ผมยังขยันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะว่า เชื่อหรือไม่ อาแปะคนนั้นแม้วันนี้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่แกคงตายตาหลับอยู่บนสวรรค์แน่นอน เพราะแกสามารถส่งลูก ๆ สี่คนของแกจากรถเข็นคันเล็ก ๆ คันนั้นจนส่งลูกคนโตกับคนรองจบปริญญาเอกด้านหมอกับวิศวะ และอีกสองคนเป็นเจ้าของธุรกิจด้านอาหารกับโรงงานหล่อสเตนเลสครับ....ขอบคุณครับ...จบบริบูรณ์
หมายเหตุ เรื่องนี้มีเค้าโครงจริง มิใช่เรื่องสมมติ เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่เพื่อความเหมาะสมในการติดตามหาตัวหนุ่มน้อยคนนี้ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
อย่านอนตื่นสาย
ตอบลบอย่าอายทำกิน
อย่าหมิ่นเงินน้อย
อย่าคอยวาสนา